ตอนตรวจก่อนจะรู้ว่าเป็นเนื้องอกสมอง จาก Admin

ประมาณ วันที่ 18 เม.ย. 51 หลังเลิกงาน รู้สึกว่าจะเซมากขึ้น เลยตัดสินใจไปหาหมออีกที แต่เปลี่ยนเป็นโรงพยาบาล  เป็นโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งใกล้กับศิริราช  ซึ่งตอนไปก็ไปหาหมออายุกรรมปรกติธรรมดา  และบอกหมอแค่อาการที่เกิด คือ ปวดหัว กินยาไม่หาย และเดินเซนิดหน่อย   ซึ่งผมโชคดีมากที่ได้พบอาจารย์หมอชื่อ กิตติพงศ์ มณีโชติสุวรรณ  ซึ่งอาการเล็กน้อยของผมที่ผมมี  ท่านไม่ฟันธงว่าเป็นอะไรในทันที  แต่ท่านได้ซักประวัติและอาการหลายอย่าง
หมอถามว่า มีอาการอาเจียนพุ่ง บ้านหมุนไหม  คงสงสัยว่าเป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากันหรือเปล่า แต่ก็ไม่มี มีแค่มึนๆ 
หมอถามว่า เห็นภาพซ้อนไหม  คงสงสัยว่าจะสายตาเอียงเลยทำให้เดินเซ  
และสังเกตอาการได้อีกอย่างคือ หูข้างซ้ายได้ยินน้อยกว่าด้านขวา นิดหน่อยเพราะวันก่อนโทรศัพท์ปกติจะฟังหูขวา แต่พอ ย้ายไปฟังหูซ้ายกลับได้ยินเสียงค่อยกว่าด้านขวา
แล้วหมอก็ให้ทดสอบอีกหลายอย่าง  แต่หมอสรุปไม่ได้ว่าเป็นโรคอะไรกันแน่  จึงให้ส่งทำ MRI (แสกนสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า)  แต่ตอนนั้นตัวเองงบน้อย  จึงปรึกษาคุณหมอว่าค่าตรวจ MRI  แพงไหม  คุณหมอท่านก็ถามพยาบาล  และได้ราคามาว่าตรวจที่นั่นประมาณหมื่นกว่าบาท  รู้ทีหลังว่า MRI เข้าตรวจง่าย  แค่เข้าไปนอนในอุโมงค์แค่ครึ่งชั่วโมง  สะดวก  ไม่ต้องเตรียมตัวอะไร  ทำได้เลย  ก็ได้ภาพแสกนสมองชัดเจน  รู้ตำแหน่ง รู้ขนาดแม่นยำ  ไม่มีอาการข้างเคียงอะไร    ซึ่งตอนนั้นต้องจ่ายเองเงินเดือนก็ไม่ได้เยอะมาก  หมอเลยแนะนำวิธีแสกนสมองอีกวิธี  คือ  CT Brain Scan  (X-Ray สมองด้วยระบบคอมพิวเตอร์)  แต่ต้องฉีดสารที่ช่วยให้แสกนเห็นชัดด้วย  ต้องงดอาหารอย่างน้อย 4 ช.ม.  เนื่องจากหลังฉีดจะมีอาการคลื่นไส้  ซึ่งจะมากน้อยแล้วแต่คน  และเมื่อได้ผลฟิล์มภาพตัดขวางของสมองซึ่งคล้ายกันกับ MRI  ชัดน้อยกว่า  แต่ราคาต่างกันครึ่งหนึ่ง  ผมเลือกอย่างหลังเลยนัดให้มาทำ CT Brain  Scan อีกที  ส่วนถ้าหากใครสามารถจ่าย ทำ MRI จะสบายกว่ากันนะครับ

เนื้องอกในสมองของ Admin
รูป CT Brain Scan ตอนตรวจครั้งแรกและเจอเนื้องอกอย่างไม่คาดคิด

วันที่ 19 ตอนเย็น เข้าไปสแกนไม่นานประมาณ 10 นาทีเห็นจะได้ ต้องฉีดสารด้วย  ตอนฉีดคลื่นไส้มากเหมือนจะอาเจียนตลอดเลย  แล้วพอผลออกมา  ก็เข้าไปพบคุณหมอ  คุณหมอเอาแผ่นฟิล์มขึ้นตู้ไฟ  เปิดไฟปุ๊บ  เห็นเป็นก้อนอยู่เลย  อยู่กลางหัว ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4.5 cm. ก้อนเท่าไข่แดงกลมๆ  ไปคนเดียว ตอนรู้ผลตกใจมาก ทำอะไรไม่ถูก เพิ่งรู้ว่า “ช๊อค” คืออะไรก็ตอนนี้แหละ เพราะมันดูใหญ่มาก  มันเหมือนทุกอย่างหยุดอยู่ตรงนั้น  ฟังหมอพูดทุกอย่างนะ  ถามแต่ทำอะไรไม่ถูก  ไม่รู้อะไรเลย  ไม่มีอะไรเลยอยู่ในหัว (หมายถึงความคิดนะ  แต่เนื้องอกหน่ะเห็นว่าอยู่ครบ )   หมอท่านบอกว่าขนาดนี้ต้องผ่าเท่านั้น และควรผ่าให้เร็วที่สุด  และก็นัดวันเพื่อให้คุยกับหมอผ่าตัดเลย  ซึ่งพอออกมาพยาบาลก็เขียนใบนัดให้  ให้ตรวจกะอาจารย์หมอศรัณย์  นันทอารี  แต่ตอนนั้นยังไม่รู้จักเลยว่าอาจารย์หมอศรัณย์คือใคร  หน้าตาเป็นไง  ฝีมือดีไหม  เก่งไหม  แล้วฝากชีวิตไว้ได้ไหม  แล้วผ่าแล้วจะเป็นไง

พอได้ผลมา  ก็ปรึกษากับญาติ  และแนะนำว่าน่าจะเอาฟิล์มให้หมอคนอื่นดูอีกที  ซึ่งด้วยความไม่แน่ใจ  และเผื่อจะมีความคิดเห็นอื่นบ้างนอกจากผ่าตัดบ้าง  เป็นทางเลือก  ซึ่งมีญาติผู้ใหญ่ที่เคยรักษาเกี่ยวกับสมองกับอาจารย์หมอนิพนธ์มานานแนะนำว่าน่าจะลองไปปรึกษาดู  วันที่ 23 เลยเอาไปปรึกษาให้อาจารย์หมอนิพนธ์ดู ก็ได้ผลเหมือนกัน อาจารย์หมอนิพนธ์บอกว่าน่าจะโตมาหลายปีแล้ว แต่ไม่มีอาการ พอเริ่มกดทับท่อน้ำเลี้ยงสมองเลยมีอาการ ต้องผ่าออก เพราะไม่ผ่า และปล่อยให้มันโตไปเรื่อยๆ  อาจถึงกับชีวิต  และแนะนำให้ไปคุยกับหมอผ่าตัดสมอง ชื่อ อาจารย์หมอศรัณย์ นันทอารี เป็นอาจารย์หมอที่เชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ ซึ่งเป็นคนเดียวกันกับที่พยาบาลเคยนัดให้ในตอนแรกที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งนั้น  วันที่ 31 แต่ด้วยความร้อนใจ  และต้องการรีบพบอาจารย์หมอศรัณย์ให้เร็วที่สุด  เลยไปหาที่ศิริราชในวันพุธเลย  อาจารย์หมอศรัณย์ออกตรวจที่ศิริราชวันพุธ

ตอนนั้นยังไม่บอกพ่อกับแม่เลย  ไม่กล้าบอกเพราะกลัวเขาจะตกใจมาก  เลยขอให้เขาขึ้นมากรุงเทพกันสองคน  และบอกที่กรุงเทพแล้วพาไปคุยกับหมอด้วยกัน ต้องไปทำบัตรผู้ป่วยศิริราชก่อน  และไปทำนัด  แต่ไม่แน่ใจขั้นตอนล่ะ  จำได้แค่ตอนไปทำบัตร  ต้องไปตั้งแต่ 6 โมงครึ่งไปกรอกเอกสารรอ  พอ 7 โมงเริ่มทำบัตร  ก็เข้าแถว  คิวยาวววววมาก กว่าจะทำบัตรเสร็จ  แล้วขึ้นไปยื่นเข้าคิวนัดตรวจกับอาจารย์หมอศรัณย์    ได้คิวสุดท้ายของวันครับ  ที่จำได้นะนั่งรอนานมากกกกก  คนเยอะมากกกกก  ดูๆไปแล้วทุกคนก็รอ  หมอก็ตรวจโดยไม่ได้หยุดพัก  พยาบาลก็รับคนไข้ตลอด  ทุกคนที่นั่งข้างๆ ก็รออย่างมีความหวังที่จะได้รักษา  แล้วผมจะไม่อดทนรอได้อย่างไร  ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร  แต่ก็ต้องรอ  ได้ตรวจตอนเที่ยงกว่าเห็นจะได้

ตอนไปคุยอาการกับอาจารย์หมอศรัณย์  ที่จะผ่าตัด อาจารย์หมอเห็นปุ๊ปก็บอกเลยว่าต้องผ่า  ซึ่งได้ถามว่าต้องเปิดกะโหลกด้วยใช่ไหม  อาจารย์ก็บอกว่าใช่  เพราะเนื้องอกก้อนใหญ่มาก  ผ่าแล้วมีโอกาสหายสูง  เสี่ยงน้อย 2-3% เท่านั้น  แต่หลังจากผ่าแล้ว หูด้านซ้ายที่ได้ยินน้อย จะดับ  หน้าจะมีโอกาสเบี้ยว 30-40% และถามว่ารับได้ไหม แต่หมอพูดปิดท้ายว่า ก้อนเนื้องของผมนั้นมันใหญ่มากแล้ว  รักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้  และถ้าไม่รักษาตอนนี้ อนาคตก็ต้องรักษาด้วยวิธีนี้  แล้วยังเสี่ยงอีกถ้ารักษาช้ามากอาจถึงชีวิต  เลยตกลงนัดหมอผ่าตัดเลย  ตอนแรกกะว่าจะผ่าที่ศิริราช แต่หมอบอกต้องรอคิวเร็วที่สุด คือวันที่ 3 มิถุนายน อีกเดือนกว่า (เราทนรอไม่ไหวหรอก)  และโชคดีที่บริษัทมีประกันสุขภาพไว้  ซึ่งคงช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายได้มาก  และทางบ้านก็ตัดสินใจให้ผ่าเลยโดยไม่ต้องเข้าคิวรอที่ศิริราช  เลยนัดผ่าที่ โรงพยาบาลเอกชน วันที่ 4 พฤษภาคมแทน  ค่าใช้จ่ายหมอประมาณไว้ว่าประมาณ สองแสนห้าหมื่น  ไม่เกินสามแสนบาท  ซึ่งก็ไม่มากเท่าที่คิดไว้

ตอนก่อนผ่าก็ต้องทำใจอยู่หลายวัน จริงแล้วกลัวมากที่สุดในชีวิต กลัวว่าจะพิการ กลัวว่าจะไม่รอด กลัวว่าจะใช้สมองคิด ทำงานไม่ได้ กลัวอีกสารพัดกลัว  แต่ยิงกลัวจะรู้สึกว่าอาการจะไม่ค่อยดี เลยต้องทำใจไม่คิดอะไร ปล่อยวาง ทั้งงาน ทั้งผลที่จะตามมา คิดอย่างเดียวว่าโชคดี ที่เจอเร็ว โชคดีที่เจอหมอเก่ง  และจะต้องหาย  ที่เหลือก็แล้วแต่ดวงจะพาไป 
ซึ่งก่อนเข้าผ่าก็จัดการเคลียร์ทุกอย่างให้เรียบร้อย  เพื่อให้หลังผ่าไม่ต้องไปนั่งกังวลอะไร  เรื่องที่เคลียร์  ได้แก่  เรื่องงาน  ก็จัดงานไว้ให้พอสำหรับสองถึงสามเดือนข้างหน้า  มอบหมายงานให้คนที่จะสามารถรับผิดชอบแทนได้ซักช่วงเวลาหนึ่ง   เรื่องบ้านที่เป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายทุกเดือนเอง  ก็ไปทำเรื่องหักบัญชีซะจะได้ไม่ต้องยุ่งยาก   เรื่องคนรอบข้าง  อย่างพ่อแม่ เค้าบอกให้ทำบุญอะไรก็ทำ  จะบนบานศาลกล่าวอะไรไปหมด เพื่อความสบายใจของเราและของเค้า

Additional information