คืบหน้าหลังผ่าโรคใบหน้ากระตุก 4

วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2552
    ไปหาหมอตามนัด  หมอให้ลองเดินให้ดู  ก็เดินได้ดีพอใช้  มีอาการเซบ้างเล็กน้อย  หมอบอกว่า มุมปากเริ่มยกขึ้นแล้ว  เป็นสัญญาณที่ดี  เพราะก่อนหน้านี้หน้าจะแฟบไปเลย หมอให้หยอดน้ำตาเทียม เพราะตาแห้ง เนื่องจากตาปิดไม่สนิท แล้วหมอนัดตรวจอีกที หนึ่งเดือนข้างหน้า
วันต่อๆ มา อาการอาเจียนเริ่มดีขึ้น จนไม่เป็นอีก แต่ยังคงทานข้าวได้น้อย เพราะลิ้นที่ชา และ ปากก็ขมมากๆ อ้าปากก็ลำบาก กินน้ำก็ลำบาก มันจะคอยไหลออกข้างๆ ตอนนี้ก็นอนพักฟื้นอยู่ที่บ้าน นอนทั้งวัน ไม่น่าเชื่อว่าจะนอนได้นอนดีขนาดนี้ ร่างกายคงต้องการพักผ่อน  เวลาเดินก็ต้องค่อยๆ เดิน เอามือประคองท้ายทอยไว้ ความรู้สึกมันเหมือนกะโหลกจะหลุดออกมา

    เริ่มเอาเสื้อผ้าเก่าๆ มาเช็คเรตติ้ง เอ๊ย เอามาลองใส่ดู โอ้วว ใส่ได้พอดีเลย

    หลังจากนั้น ก็ค่อยๆ รู้สึกดีขึ้น หน้าก็ค่อยๆ ดีขึ้น เล็กน้อย เล็กน้อยจริงๆ เวลาพูดปากเบี้ยว ตาปิดไม่สนิท ทำให้แสบตา ต้องใส่แว่นดำตลอด (ดูเท่ไปอีกแบบนึง อิอิ) ลิ้นชา พูดไม่ชัด  เพื่อนๆ มาเยี่ยม ตกใจกันใหญ่ ว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้  รู้สึกแย่มากๆ ไม่อยากไปไหน ไม่อยากพูดกับใคร อยากอยู่เงียบๆคนเดียว (เหมือนเพลงพี่เบิร์ดเลย)

     วันนี้ลูกพี่ลูกน้อง เค้าเป็นนักกายภาพ มาเยี่ยม  เห็นเราแล้ว บอกให้รีบไปทำกายภาพ กระตุ้นไฟฟ้าที่หน้า โดยด่วน กล้ามเนื้อจะได้ไม่ฝ่อลีบ เวลาเส้นประสาทฟื้นตัวมาจะได้ทำงานได้ทันที เพราะกว่าเส้นประสาทจะฟื้นตัว ใช้เวลานาน พี่บอกว่า เส้นประสาทงอกเพียงวันละ 1 มิลเท่านั้น ให้เรารีบไปหาหมอ แล้วถามความเห็นหมอก่อนก็ได้

     เราเลยรีบไปหาหมอก่อนวันนัด

     คุณหมอเห็นด้วย ให้เราไปทำกายภาพซะ เราเลยถามคุณหมอต่อว่า เคสแบบเรานี่ ที่แบบว่าเค้าผ่าแล้วหน้าเบี้ยวอ่ะ คนอื่นๆ เค้าใช้เวลาฟื้นตัวนานแค่ไหน คุณหมอบอกว่า เคสแบบนี้ไม่เคยเจอ ส่วนใหญ่จะหูดับมากกว่า เฮ้อ ไม่มีเพื่อนร่วมชะตากรรมเลยเรา

     อ้อ แล้วมีอีกเรื่องนึง ตาเราที่เคยแห้ง ต้องหยอดน้ำตาเทียมตลอด อยู่ๆ ก็เกิดมีน้ำตาไหลขึ้นมาซะงั้น แบบว่าไหลพรากๆ เวลากินข้าว  หยดแหมะๆ เวลาดื่มน้ำ  แม้แต่ขยับปากเคี้ยวหมากฝรั่งน้ำตาก็ไหลแล้ว  หมอบอกว่า เป็นสัญญาณที่ดี อีกแล้ว แสดงว่าต่อมน้ำตาเริ่มทำงาน แล้วก็บอกว่าไม่ต้องหยอดน้ำตาเทียมแล้ว ก็แหงล่ะ น้ำตาท่วมจอเป็นนางเอกหนังไทยผู้น่าสงสารอยู่ตลอดนี่นา

     เราก็เลยถามหมอต่อว่า ถ้าหน้าไม่หายเบี้ยวจะทำยังไง  คุณหมอบอกว่า ต้องทำศัลยกรรม ซ่อมเส้นประสาท แต่อย่าเพิ่งอธิบายตอนนี้เลย ให้รอดูไปก่อน  เราก็เลยคิดในใจ คิดในใจเท่านั้นนะว่า ตายแล้ว ต้องศัลยกรรมเชียวเหรอ เอ แต่ถ้าต้องทำศัลยกรรมจริงๆ ขอแบบเกาหลีแล้วกันนะคะ คุณหมอ อิอิ

     วันต่อๆมา อาการก็ยังทรงๆอยู่ เหมือนไม่มีอะไรดีขึ้นเท่าไหร่  แล้ววันนึง เราก็ได้เข้าไปพบกับคนๆนึง ในเว็บๆนึง  โดยบังเอิญ  เค้าเป็นคนไข้หมอศรัณย์เหมือนเรา  แต่ผ่าด้วยอาการเนื้องอกที่เส้นประสาทหู  หลังผ่ามีผลข้างเคียงเหมือนเราเปี๊ยบเลย คือหน้าเบี้ยว  เราอ่านข้อความในกระทู้ของเค้าแล้ว เหมือนกำลังอ่านบันทึกของตัวเอง  ดีใจมากๆ เหมือนอะไรน้า เหมือนคนที่กำลังหลงทางกลางทะเลทราย หิวน้ำจนแทบจะตายอยู่แล้ว บังเอิญให้มาพบบ่อน้ำ เลยรอดตาย (เวอร์ไปมั้ย)  เราเลยอยากจะเข้าไปคุยด้วย แต่ก็ยังลังเลอยู่นาน  ในที่สุดก็ตัดสินใจเข้าไปดู  ได้รับการต้อนรับที่ดีเกินคาด มันทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายไปได้มากๆ  เหมือนได้คุยกับเพื่อนที่มีชะตากรรมคล้ายกัน  ความที่เป็นเหมือนกัน เลยรู้สึกสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว จากนั้นเราก็เลยกลายเป็นขาประจำของเว็บนี้ไปโดยปริยาย  แล้วอาการของเราก็กระเตื้องขึ้น อย่างช้าๆ ทีละน้อย ทีละน้อยจริงๆ แต่จิตใจดีขึ้นมาก มีความหวังมากขึ้น ขอบคุณ ADMIN  เป็นไงล่ะ พระเอกของเราเค้าน่ารักมั้ย WWW.THAIBRAINTUMOR.COM น่ะ

     หลังจากนั้น คุณหมอก็นัดห่างเป็นสองเดือน ก็เท่ากับว่าผ่ามาแล้วประมาณสี่เดือน  อาการก็ยังดูเหมือนจะทรงๆ อยู่  คุณหมอดูมีท่าทีกังวลเล็กน้อย  เพราะมันดูจะไม่คืบหน้าเท่าที่ควร  คุณหมอเลยอธิบายถึงวิธีผ่าตัดซ่อมเส้นประสาทว่า มีอยู่ สามวิธี วิธีแรกคือดึงยกเส้นประสาท ผ่าบริเวณขมับ ไม่ต้องเปิดกะโหลก  แต่ต้องวางยาสลบ วิธีนี้หน้าจะถูกยกขึ้นมาทันที  วิธีที่เหลือคือการผ่าตัดแบบซ่อมเส้นประสาทเลย เอาเส้นประสาทจากบริเวณอื่นๆ จำไม่ได้แล้วว่าที่ไหน  ประมาณว่าไปผ่าเอามาแล้วมาต่อซ่อมแซมใหม่  วิธีนี้ก็จะต้องรอให้เส้นประสาทฟื้นตัวอีกเหมือนกัน  เรานั่งฟังจนเหวอ คิดในใจว่า เป็นตายยังไงคงไม่เอาแล้ว ผ่าครั้งเดียวก็เกินพอ

     ตอนนี้เราก็กลับมากินข้าวได้เหมือนเดิม  ลิ้นก็ยังไม่รับรู้รสชาดเท่าไหร่  แต่ดูเหมือนว่ามันจะปรับตัวได้แล้ว  อ้อ ลืมเล่าไปอีกเรื่องนึง กรณีของเรานี่ไม่สามารถแยกเส้นเลือดออกจากเส้นประสาทได้  โอกาสที่จะกลับไปเป็นแบบเดิมอีกมีสูง  ขึ้นอยู่กับว่าเส้นเลือดจะเสื่อมสภาพแล้วเกิดคดงออีกเมื่อไหร่ เรียกว่ามันมาแน่ ช้าหรือเร็ว เท่านั้น  เราเลยพยายามที่จะดูแลสุขภาพตัวเองทุกวิถีทาง เราเริ่มออกกำลังกาย เริ่มทีละน้อยๆก่อน แล้วค่อยเพิ่มมากขึ้น  พยายามทำทุกวันให้ติดเป็นนิสัย  ควบคุมอาหารเพื่อไม่ให้ไขมันในเลือดสูง  พยายามควบคุมความดันโลหิตด้วย ความดันโลหิตสูงนี่เป็นกรรมพันธุ์น่ะ ทางพ่อเราเป็นทุกคนเลย เราเลยได้รับมรดกมาเต็มๆ อิอิ  แต่ในวิกฤตยังมีโอกาสเช่นเคย  ผลคือเราผอมลง(แต่ก็ยังไม่สวยขึ้นอยู่ดี) ภูมิแพ้ที่เคยเป็นก็หายเป็นปลิดทิ้งเลย ไมเกรนก็ไม่ค่อยได้มาทักทายแล้ว  ตัวเบาขึ้น ทำงานได้แบบไม่ค่อยเหนื่อย ดีดี ชอบชอบ

     เพื่อนๆ บอกอะไรให้นะ  สุขภาพดีไม่มีขาย  อยากได้ต้องออกกำลังกาย  วันนี้คุณออกกำลังกายแล้วหรือยัง

     คุณหมอนัดห่างออกมาอีกสามเดือน

     ระหว่างนี้เราก็ไปทำกายภาพอย่างสม่ำเสมอ อาทิตย์นึงสามครั้ง  และกลับมาบริหารใบหน้าอย่างเคร่งครัด  ก็มันอยากหายเร็วๆ ใช่ม้า  พอผ่านไปเข้าเดือนที่หกนะ  เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงแล้ว  มุมปากเริ่มขยับได้ พร้อมกับตาที่ปิดสนิทมากขึ้น  เย้ๆๆๆๆ  พอเริ่มมีสัญญาณที่ดี  ก็่ทำให้มีกำลังใจมากขึ้น จริงอย่างที่ ADMIN บอก มันจะเริ่มดีขึ้นเมื่อปลายเดือนที่ห้า  จากนั้น ก็ค่อยๆดีขึ้นเรื่อยๆ จนถึงวันนัดพบคุณหมอ


Additional information